แอ๊ด คาราบาว นำทีมคาราบาวแดง มอบเงิน 50 ล้านบาท เพื่อร่วมสู้ภัยโควิด–19
Advertisements
Advertisements
คาราบาวแดง บริจาค 50 ล้านบาท สู้ภัยโควิด-19
โควิด-แอ๊ด คาราบาว / แอ๊ด ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ เดินหน้าสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัยโควิด-19 อย่างเต็มที่ ล่าสุด นำทีมผู้บริหาร บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด “คาราบาวแดง” มอบเงิน 50 ล้านบาท เพื่อร่วมสู้ภัยโควิด–19 แก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสมทบ “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ )” ในการช่วยเหลือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19
ทั้งนี้ แอ๊ด คาราบาว ยังได้ไฟล์สดเป็นครั้งแรกในชีวิต ผ่านเฟซบุ๊ก Add Carabao เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ โดยบริจาคเงินสมทบ กองทุนชัยพัฒนาฯ สู้โควิด และโรคระบาดต่างๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 บริจาคได้ที่ บัญชี "กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)" ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 067-300487-3 โทร 02-447-8585 ถึง 8 ต่อ 109 / 121 / 259 ในวันและเวลาทำการจันทร์-ศุกร์
"ไลฟ์สดเป็นครั้งแรกในชีวิต อยากมีส่วนช่วย ช่วงนี้สถานการณ์โควิด19ระบาด นักดนตรีต้องหยุด ไม่มีกิจกรรมทำตอนกลางคืน อยู่บ้านทั้งวัน มีเวลามาก จะทำอย่างไรให้มีประโยชน์ต่อสังคมที่สุด เมื่อวานไปที่มูลนิธิชัยพัฒนา กำลังมีการระดมทุนไปช่วยเหลือแพทย์พยาบาล โรงพยาบาลในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ เมื่อวานไปมอบเงิน 50 ล้านเพื่อสมทบทุน รับปากจะมาช่วยไลฟ์สดเชิญชวนพี่น้องทำบุญ เปิดรับบริจาค ไปช่วยเหลือพี่น้องที่ติดเชื้อโควิด ขอเชิญชวนพี่น้องเป็นส่วนหนึ่งในการให้ ช่วยเหลือโรงพยาบาล จัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19" แอ๊ด คาราบาว กล่าว
Advertisements
Advertisements
บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน
Advertisements



0 ความคิดเห็น